หมอเตือนอย่าหลงเชื่อลัทธิต้านวัคซีน ชี้อาจทำเด็กป่วยตาย

หมอเตือนอย่าหลงเชื่อลัทธิต้านวัคซีน ชี้อาจทำเด็กป่วยตาย
หมอเตือนอย่าหลงเชื่อลัทธิต้านวัคซีน ชี้อาจทำเด็กป่วยตาย

หมอเด็ก เผย “ลัทธิต้านวัคซีน” แพร่ถึงไทยแล้ว พบแปลข้อความต่างชาติแชร์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุเด็กไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน ย้ำหากผู้ปกครองหลงเชื่อ อาจทำให้เด็กเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน พร้อมแนะผู้ปกครองให้เด็กรับวัคซีนตามเกณฑ์

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด โรงพยาบาลบีเอ็นเอช และอนุกรรมการมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีแนวคิดต้านวัคซีนเข้ามาในประเทศไทยแล้ว โดยพบว่ามีการแพร่แนวคิดไม่ฉีดวัคซีนผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งแปลมาจากข้อมูลของแพทย์บางคนในสหรัฐฯ ที่ต่อต้านการให้วัคซีน ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือว่าน่าเป็นห่วงมาก เพราะหากมีผู้ปกครองบางกลุ่มหลงเชื่อข้อความดังกล่าว และไม่พาเด็กไปรับวัคซีนตามเกณฑ์ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น อาจจะส่งผลโดยตรงต่อเด็กรวมถึงโรคระบาดที่เคยควบคุมไปได้แล้วก็จะกลับมา ทั้งโรคฝีดาษ, โรคคอตีบ, โรคไอกรน และโรคโปลิโอ เป็นต้น อย่างไรก็ดี อยากฝากให้ผู้ปกครองทุกคนหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะหลงเชื่อข้อมูลต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดีย

พญ.สุธีรา กล่าวต่อว่า แนวคิดต้านวัคซีนถือว่าเป็นความเชื่อที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะการไม่ฉีดวัคซีน แม้ครอบครัวตัวเองจะไม่เดือดร้อน แต่ก็อาจทำให้ครอบครัวอื่นเดือดร้อนไปด้วย ซึ่งเคยมีกรณีเกิดขึ้นแล้วในชุมชนแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ เมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้น โดยครอบครัวที่ไม่ยอมพาลูกไปฉีดวัคซีนนั้น แม้ลูกจะติดโรค แต่เนื่องจากเป็นเด็กโต อาการจึงไม่รุนแรง แต่กลับเอาโรคมาติดเด็กเล็กอีกครอบครัวหนึ่ง ซึ่งพ่อแม่มีความตั้งใจจะพาลูกไปฉีดวัคซีน แต่ด้วยอายุของลูกยังไม่ถึงเกณฑ์ จึงยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ทำให้เด็กเล็กป่วยหนักและเสียชีวิตในที่สุด

นอกจากนี้ พญ.สุธีรา ยังแนะอีกว่า วิธีสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดแก่เด็กทารก คือ การให้นมแม่เพียงอย่างเดียว เป็นเวลา 6 เดือน หลังจากนั้นจึงให้อาหารเสริมอื่น ๆ ควบคู่กับนมแม่ โดยเด็กที่รับประทานนมแม่จะมีโอกาสติดโรคอาการรุนแรงน้อยกว่าเด็กที่ไม่รับประทานนมแม่  และการพาลูกไปรับวัคซีนพื้นฐานตามระยะเวลาที่กำหนด ก็มีผลให้เด็กที่รับประทานนมแม่ มีภูมิคุ้มกันจากการวัคซีนสูงกว่าเด็กที่ไม่รับประทานนมแม่อีกด้วย

เตือนภัย ยาลดน้ำหนักใส่สารต้องห้ามอื้อ ชี้อันตรายถึงชีวิต

 เตือนภัย ยาลดน้ำหนักใส่สารต้องห้ามอื้อ ชี้อันตรายถึงชีวิต
เตือนภัย ยาลดน้ำหนักใส่สารต้องห้ามอื้อ ชี้อันตรายถึงชีวิต

สธ. ชี้ยาลดน้ำหนักใส่สารต้องห้ามอื้อ อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต พบส่วนผสมบางตัวมีผลข้างเคียงต่อหัวใจและหลอดเลือดโดยตรง

วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้พบปัญหาเรื่องการใช้ยาลดน้ำหนักจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยรุ่น และเมื่อดูข้อมูลการตรวจวิเคราะห์ยาลดน้ำหนักของสำนักยาและวัตถุเสพติด เมื่อเดือนตุลาคม 2558 จนถึงเดือนมกราคม 2559 จะพบว่า จากการตรวจวิเคราะห์ยาลดน้ำหนักของกลาง 70 ตัวอย่าง ปรากฏว่า มีส่วนผสมของยาแผนปัจจุบันที่เป็นยาอันตราย 43 ตัวอย่าง และยาควบคุมพิเศษ 8 ตัวอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารไซบูทรามีน แอมเฟตามีน เช่น เฟนเทอร์มีน ที่ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคไทรอยด์เป็นพิษ เนื่องจากมีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
นอกจากนี้ ยังพบยาบิซาโคดิล หรือยาระบาย รวมถึงยาฟูโรซีไมด์ หรือยาขับปัสสาวะ ซึ่งมีผลข้างเคียงทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ทั้งนี้ ยังมียารักษาโรคซึมเศร้าและอาการในกลุ่มโรควิตกกังวล ฟลูโอซีทีน อีกด้วย

อีกทั้งตัวอย่างที่ตรวจพบ บางครั้งอยู่ในรูปแบบของยาที่จัดเป็นชุด เช่น ชุดที่ประกอบด้วยไซบูทรามีน เฟนเทอร์มีน และบิซาโคดิล โดยบางตัวอย่างจัดเป็นชุดร่วมกับวิตามิน เพื่อลดผลข้างเคียงจากการรับประทานอาหารน้อยลง และการใช้ยาระบาย  นอกจากนี้ในยาชุดบางตัวอย่างมียานอนหลับรวมอยู่ด้วย เช่น ไดอาซีแพม เนื่องจากผลข้างเคียงของยากลุ่มแอมเฟตามีน จะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้นอนไม่หลับ จึงมีการจ่ายยานี้ร่วมด้วย ซึ่งยาที่ได้กล่าวมาทุกชนิดจะมีอาการข้างเคียง และอาจก่อให้เกิดอันตรายจากการใช้ยาอย่างไม่ถูกต้องได้

นพ.อภิชัย กล่าวต่อว่า ยังพบว่ามีการนำไทรอยด์ฮอร์โมนซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำกว่าปกติ มาใช้ลดน้ำหนัก ซึ่งยานี้มีผลเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ทำให้น้ำหนักลดลงเร็ว แต่มีผลข้างเคียงหลายอย่าง เช่น มีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ เพราะไทรอยด์ฮอร์โมนจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นมากกว่าเดิม และไม่เต็มจังหวะ ทำให้แต่ละครั้งของการเต้นสูบฉีดเลือดได้น้อยลง จึงมีความเสี่ยงสูงกับคนที่มีปัญหาการทำงานของหัวใจ

21 สรรพคุณ…ประโยชน์ของผักคะน้า

21 สรรพคุณ...ประโยชน์ของผักคะน้า
21 สรรพคุณ…ประโยชน์ของผักคะน้า

21 สรรพคุณของผักคะน้า…ประโยชน์ในการรักษาโรค

1. ผักคะน้ามีสรรพคุณป้องกันโรคต้อกระจก การกินผักคะน้าสามารถช่วยลดความเสี่ยงจะเกิดโรคต้อกระจกได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นผักที่มีสาร ลูทีนสูง ซึ่งป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมและการเสื่อมของศูนย์จอตาได้ แถมมีเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอที่ทำหน้าที่บำรุงและถนอมสายตาด้วย

2.ประโยชน์ของผักคะน้าป้องกันมะเร็ง การกินผักคะน้ายังลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร เพราะผักคะน้ามีคุณสมบัติยับยั้งการเติบโตของเนื้องอกหรือสารก่อมะเร็ง

3. ผักคะน้าอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ภายในร่างกาย

4. ผักคะน้าเป็นแหล่งของแคลเซียมที่สูง เทียบได้กับการกินผักคะน้า 1 ถ้วย = ดื่มนม 1 แก้ว ช่วยให้กระดูกและฟันสมบูรณ์แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุนหรือเสื่อมในผู้สูงอายุ และยังมีสารอิเล็กโทรไลต์ที่ช่วยเสริมการทำงานของแคลเซียมให้ทำงานเป็นปกติขึ้น

5. ผักคะน้ามีธาตุเหล็กและโฟเลต ที่ทำหน้าที่ในการช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง จึงมีส่วนสำคัญในการบำรุงเลือด เพิ่มการไหลเวียนของเลือด และป้องกันการเกิดโรคโลหิตจางได้

6. ประโยชน์ของผักคะน้าช่วยดูแลผิวสวย เนื่องจากวิตามินซีในผักคะน้าช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อของผิวให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งแลดูมีสุขภาพดี

7. ผักคะน้าช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ และยังเป็นผักที่มีผลดีต่อการป้องกันโรคเบาหวาน หรือคนที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาล เพราะผักคะน้านั้นมีน้ำตาลน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น

8. ผักคะน้ามีประโยชน์ช่วยลดน้ำหนักได้ เส้นใยอาหารในผักคะน้านอกจากจะช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ท้องไม่ผูกแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อการทำความสะอาดลำไส้จากสารพิษที่ตกค้าง ลดน้ำหนักได้ด้วย

9. ผักคะน้าช่วยป้องกันและชะลอการเสื่อมของสมอง ทำให้ปัญหาความจำเสื่อมลดลงหรือเกิดช้าลง

10. ผักคะน้าลดอาการไมเกรนได้ คนที่มีปัญหาปวดไมเกรนบ่อยๆ หากกินผักคะน้าเป็นประจำจะลดอาการปวดลงได้มาก เพราะผักคะน้ามีแมกนีเซียมสูง

11. ผักคะน้าช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง และป้องกันการติดเชื้อได้ดีขึ้น

12. ผักคะน้ามีประโยชน์ต่อผู้หญิงที่มีประจำเดือน เพราะจะช่วยปรับระดับฮอร์โมนให้สมดุล รวมทั้งผู้หญิงที่อยู่ในวัยทองจะช่วยลดอารมณ์หงุดหงิดและความเครียดลงได้

13. รสชาติขมๆ ของผักคะน้ามีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการของโรคหอบหืดและโรคภูมิแพ้

14. ผักคะน้าช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายให้มีความแข็งแรง

15. ผักคะน้าเหมาะกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะมีสารโฟเลตช่วยลดโอกาสที่เด็กจะเกิดความพิการแต่กำเนิด

16. ผักคะน้าป้องกันโรคกระดูกพรุน เนื่องจากในผักคะน้าอุดมไปด้วยแคลเซียมนั่นเอง

17. ประโยชน์ของผักคะน้าปรับสมดุลในร่างกายได้ ช่วยป้องกันการเกิดตะคริว

18. ผักคะน้าช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต อีกทั้งช่วยบำรุงโลหิต

19. ผักคะน้าช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้

20. ผักคะน้ามีสรรพคุณป้องกันความจำเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ได้

21. ผักคะน้าช่วยดูแลผู้ป่วยเบาหวานได้ เนื่องจากในผักคะน้ามีปริมาณน้ำตาลต่ำ จึงเหมาะไปประกอบในเมนูอาหารของผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาล ควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี

เชื่อกันแล้วใช่ไหมว่าผักคะน้ามีทั้งประโยชน์ คุณค่าของสารอาหาร และสรรพคุณทางยาที่ช่วยป้องกันโรค รักษา อาการเจ็บป่วย ทำให้สุขภาพดีได้ไม่ยากเลย จากนี้หากใครยังคิดเมนูผักคะน้าไม่ออก แนะนำเลย ข้าวคะน้าหมูกรอบ ข้าวผัดคะน้า คะน้าน้ำมันหอย คะน้าปลาเค็ม หรือราดหน้าคะน้ากรอบก็ดี ส่วนเราขอจัดการกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปใส่ผักคะน้าถ้วยนี้ก่อนแล้วกัน

“บัลเดส” ลื่นแถม! “ผีแดง” บุกขย้ำ “โบโร่” 3-1 หนีที่ 6 สำเร็จ

"บัลเดส" ลื่นแถม! "ผีแดง" บุกขย้ำ "โบโร่" 3-1 หนีที่ 6 สำเร็จ
“บัลเดส” ลื่นแถม! “ผีแดง” บุกขย้ำ “โบโร่” 3-1 หนีที่ 6 สำเร็จ

การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 2016-17 มิดเดิ้ลสโบรช์ ทีมอันดับ 19 เปิดสนามริเวอร์ไซด์ สเตเดี้ยม พบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 7 ของตาราง

นาทีที่ 30 แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ประตูขึ้นนำก่อน 1-0 แอชลี่ย์ ยัง เปิดด้วยขวาจากริมเซ้นฝั่งซ้าย บอลลอยมาเสาสอง มารูยาน เฟลไลนี่ ลอยตัวโขกเข้าประตูไป

หมดครึ่งแรก มิดเดิ้ลสโบรช์ ตามหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด 0-1 ชนิดเจ้าถิ่นครองบอลเหนือกว่าเล็กน้อย

นาที 62 สกอร์ขยับเป็น 2-0 เจสซี่ ลินการ์ด ลากบอลมาจากครึ่งสนาม ผู้เล่นเจ้าถิ่นไม่มีใครเข้าบอล เจ้าตัวเลยยิงจากนอกกรอบเขตโทษ บอลพุ่งเสียบมุมซ้ายมือของ บิคตอร์ บัลเดส เข้าประตูไปอย่างสวยงาม

นาทีที่ 77 คริส สมอลลิ่งสกัดวืดในกรอบเขตโทษ บอลเข้าทาง รูดี้ เกสเตด แปเข้าประตูง่ายๆ เจ้าถิ่นไล่มา 1-2

ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 3 บัลเดส นายทวารโบโร่ พลาดลื่นหน้าประตู อันโตนิโอ วาเลนเซีย ตามมาเอาบอลไปยิงง่ายๆ เป็นประตูให้ผีแดงนำ 3-1 ก่อนหมดเวลาไปด้วยสกอร์นี้

ชัยชนะนัดนี้ ทำให้ ปีศาจแดงมี 52 คะแนนจาก 27 นัด ขยับขึ้นไปรั้งที่ 5 ของตาราง ส่วน สิงห์แดงอยู่รองบ๊วยเหมือนเดิม มี 22 คะแนนจาก 28 นัด ต้องดิ้นรนหนีตกชั้นต่อไป

โอกาสสุดท้ายของ “แยนส์เซ่น” เริ่มที่คืนนี้!!

โอกาสสุดท้ายของ "แยนส์เซ่น" เริ่มที่คืนนี้!!
โอกาสสุดท้ายของ “แยนส์เซ่น” เริ่มที่คืนนี้!!

“ผมยังเชื่อใจในตัว แยนส์เซ่น เสมอ ใช่แล้วเขามีช่วงเวลาที่ยากลำบากหลายครั้ง แต่ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่เขาจะพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่าคู่ควรกับตัวจริง”

เมาริซิโอ้ โปเช็ตติโน่ กุนซือหนุ่มไฟแรงสเปอร์ส ออกมาปลุกเร้า วินเซนต์ แยนส์เซ่น ก่อนเกมที่จะเปิดบ้านพบ เซาธ์แฮมป์ตัน อาทิตย์นี้ ให้พิสูจน์ตนเองให้โลกได้เห็นหลังจากเสียรังวัดไปนานนับตั้งแต่ย้ายมา

ก่อนหน้านี้ แฮร์รี่ เคน คือตัวความหวังที่ไม่ต่างกับทุกสิ่งทุกอย่างของ “ไก่เดือยทอง” แต่หลังจากที่เจ้าตัวบาดเจ็บและมีข่าวล่าสุดออกมาว่าเจ้าตัวส่อแววพักทั้งฤดูกาล

ได้เวลาแล้วครับที่โมเมนตัมจะเหวี่ยงแหไปหา “แยนส์เซ่น” แทน นับตั้งแต่ย้ายมาจากลีกดัตช์เมื่อต้นฤดูกาล แยนส์เซ่น ก็ไม่ต่างกับตัวความหวังที่ทำเอาไฟในตัวสาวก “ยิด อาร์มี่” ได้พวยพุ่ง ผลงานระเบิดสกอร์ 30 ประตูพร้อมกับคว้ารองเท้าทองคำแห่ง เอเรดิวิชี่ ลีก ทำให้แฟนสเปอร์สรู้สึกเต็มไปด้วยความหวัง

แต่กลายเป็นว่าจนถึงตอนนี้ แยนส์เซ่น ไม่ต่างกับ “The Clown” ตัวตลกในตำนาน

จาก 25 นัดที่ลงสนาม แข้งวัย 24 ปีซัลโวไปแค่ 5 ลูกเท่านั้น สถิติว่าแย่แล้ว แต่นั่นไม่เท่ากับประเภทการยิงที่ แยนส์เซ่น นั้นซัดประตูแบบ open-play แค่ลูกเดียวเท่านั้น

ที่เหลืออีก 4 ตุงเป็นสังหารจาก “จุดโทษ” ทั้งหมด  ภาพของ อฟอนโซ่ อัลเวส หรือ เดิร์ก เคาท์ อดีตดาวซัลโวลีกดัตช์เริ่มลอยมาแต่ไกลๆ จากตัวทีเด็ดที่แฟนบอลตื่นเต้นยิ่งนานวันเข้าให้ แยนส์เซ่น ส่อแววจะเจริญรอยตามแข้งรุ่นพี่

และแน่นอน คงเป็นเรื่องไม่ได้ ถ้าหากดาวเตะรุ่นถัดไปจากเอเรดิวิชี่จะถูกมองว่า “ของก๊อปเกรดเอ”

ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครครับที่อยากให้เป็นเช่นนั้น ไม่เพียงแค่แฟนสเปอร์ส แต่สาวกลูกหนังทั่วโลกต่างก็อยากเห็น แยนส์เซ่น ไปรอดกับลีกผู้ดีเช่นกัน

ในซีซั่นนี้ โชคดีครับที่ผมได้มีโอกาสเห็นความเป็นไปของ แยนส์เซ่น หลายครั้ง และจะว่าไปแล้วทรงบอลของเจ้าตัวก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ หลักๆคือเรื่องของ “ความมั่นใจ” ซะมากกว่า ที่ทำให้ไม่ระเบิดฟอร์ม  เช่นเดียวกับความ “จมูกไว” ที่ทำให้เจ้าตัวสากกระเบือเข้าสิง

ในซีซั่นนี้ มันไม่ได้เป็นเพราะแยนส์เซ่น ใช้โอกาสเปลืองเลย จากที่เห็นดูจะครบเครื่องด้วยซ้ำเมื่อเจ้าตัวมีทั้งเซนส์บอล, มีทั้งวิญญาณเพชรฌฆาตที่กองหน้าควรจะมี แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าตัวนั้นขาดหายและยังกระเสือกกระสน

นั่นก็คือ ‘การหาตำแหน่ง’ เข้าทำ

จาก 25 นัดที่ได้ลงเล่นมีสถิติออกมาครับว่า แยนส์เซ่น หาโอกาสส่องได้แค่ 23 ครั้งเท่านั้น และนั่นนับว่าน้อยมากสำหรับตำแหน่งยอดดาวยิง

มันอาจเป็นเพราะยังจูนกับบอลสปีดของพรีเมียร์ลีก, มันอาจเป็นเพราะความเชื่องช้าเป็นเหตุ แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรในโลกยุคใหม่ที่ไม่มีเวลาให้ปรับตัวมากนัก  นับจากนี้ แยนส์เซ่น จำต้อง “เครื่องร้อน” สถานเดียว

ด้วยจำนวน 19 ตุงที่ เคน ซัดตลอดซีซั่นนี้ คงเป็นเรื่องยากที่แฟนจะตั้งความหวังให้เจ้าตัวมาเทียบเคียงยอดดาวยิงมหาประลัย แต่อย่างน้อยทุกอย่างก็จำต้องดู “เป็นชิ้นเป็นอัน” กว่าที่เป็นอยู่

เพราะโอกาสไม่ได้มีมาบ่อยๆ ไม่มีจังหวะไหนที่เหมาะแก่การพิสูจน์ตนเองมากเท่าตอนนี้แล้ว แยนส์เซ่นต้องรีบ “งัดพลังที่ซ่อนเร้น” ออกมาทันที เริ่มจากคืนวันนี้กับ “นักบุญ” เลย

และถ้าทำไม่ได้อีกประตูแห่งความหวังคงปิดตาย

เตรียมโดนดอง “ยาวๆ” กันได้เลย

บัวบก พืชสมุนไพรสีเขียวเข้ม สรรพคุณเต็มๆ จนต้องรีบลอง!

บัวบก พืชสมุนไพรสีเขียวเข้ม สรรพคุณเต็มๆ จนต้องรีบลอง!
บัวบก พืชสมุนไพรสีเขียวเข้ม สรรพคุณเต็มๆ จนต้องรีบลอง!

“ถ้าอกหักต้องกินน้ำใบบัวบก” เป็นคำพูดเชิงล้อเลียนในสังคมไทยมานมนาน บ่งบอกถึงสรรพคุณที่เป็นยารักษาอาการช้ำและอักเสบโดยตรงของใบบัวบก แต่ใบบัวบกไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่นั้นเนื่องจากเป็นสมุนไพรที่เป็นยาและป้องกันรักษาได้อย่างหลากหลาย รวมไปถึงยังสามารถเป็นผักและเครื่องเคียงที่ถูกอกถูกใจของคนไทยและคนทั่วไปในแถบเอเซียด้วย เป็นอย่างไรบ้าง ลองมาดูกันเลย..

ลักษณะทั่วไป

บัวบก หรือใบบัวบก (Gotu Kola) เป็นพืชในแถบเอเชียรวมถึงประเทศไทย เรียกชื่อแตกต่างกันออกไปตามท้องถิ่นนั้นๆ เช่น ผักแว่น(ภาคใต้) ผักหนอก(อิสาน และเหนือ) กะโต่ เป็นต้น

บัวบกเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก ลักษณะเป็นกอ มีก้านใบยาว มีใบกลมมน สีเขียว ขยายพันธุ์ด้วยการแตกกอ มีกลิ่นฉุน มีรสขมหวาน สามารถรับประทานได้ทุกส่วน ตั้งแต่รากไปจนถึงใบ เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยาเย็น จึงเหมาะสำหรับคนที่ขี้ร้อน สรรพคุณของใบบัวบก

เป็นพืชที่มีแคลเซียมปานกลางถึงสูง แต่มีระดับสารออกซาเลตที่เป็นอันตรายต่อร่างกายในปริมาณต่ำ ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ ย้อนอายุและวัย ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ เสริมสร้างและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย บำรุงและรักษาสายตา ฟื้นฟูรอบดวงตา(เพราะมีวิตามินเอสูง) รักษาอาการตาอักเสบบวมแดง ช่วยบำรุงประสาทและสมอง(เหมือนใบแปะก๊วย) ช่วยให้ความจำดีขึ้นและทำให้มีปฏิภาณไหวพริบเพิ่มมากขึ้น เพิ่มความจำในผู้สูงอายุ มีส่วนช่วยเพิ่มไอคิว ความฉลาดและความสามารถในการเรียนรู้ ชะลออาการของโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ สตรีวัยทอง หรือโรคอัลไซเมร์ หรืออาการหลงลืมระยะสั้นได้ เพิ่มสมาธิ แก้สมาธิสั้น เพิ่มความสามารถในการตัดสินใจเฉพาะหน้า แก่อาการปวดศีรษะ ปวดศีรษะข้างเดียว แก้อาการวิงเวียนศีรษะ ช่วยผ่อนคลายความเครียด เสริมการทำงานของกาบา(GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยรักษาสมดุลของจิตใจจึงทำให้ผ่อนคลายและทำให้หลับง่าย ช่วยทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ บำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย บำรุงโลหิตในร่างกาย บำรุงหัวใจ ฟื้นฟูสุขภาพจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ทำให้จิตใจสดชื่น อารมณ์แจ่มใส ทำให้หน้าตาสดใสเหมือนเป็นวัยรุ่น บำรุงเสียง รักษาอาการเจ็บคอ แก้กระหายน้ำ แก้อาการร้อนใน ตัวร้อน มีสารยับยั้งหรือชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ช่วยต่อต้านโรคมะเร็ง รักษาโรคเบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ดี รักษาโรคดีซ่านจากภาวะร้อนชื้น รักษาโรคโลหิตจาง รักษาอาการหืด รักษาโรคความดันโลหิตสูง รักษาโรคลมชัก รักษาโรคหลอดลมอักเสบ รักษาอาการเต้านมอักเสบเป็นหนองในระยะแรก

ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับเลือด ช่วยลดความดันเลือด เพิ่มความยืดหยุ่นให้หลอดเลือดและช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด รักษาโรคที่มีสมุฏฐานจากเสมหะ แก้อาการอ่อนเพลีย เมื่อยล้า แก้ไข้ ช่วยห้ามเลือดกำเดาเพราะทำให้เลือดเดินแต่จะไม่ออกจากเส้นเลือดและยังทำให้เลือดเย็น แก้อาการช้ำใน บาดเจ็บจากการกระทบกระแทก ทำให้เจริญอาหาร รับประทานอาหารได้มากขึ้น เป็นพืชที่ย่อยง่าย ช่วยแก้อาการท้องเสีย มีฤทธิ์ป้องกันและยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี แก้อาการเริ่มที่จะเป็นบิด รักษาโรคบิด หรือมีมูกเลือดปนเมื่อขับถ่าย รักษากระเพาะอาหารเป็นแผล เป็นยาระบาย ช่วยระบายท้อง แก้ลม ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้อาการปัสสาวะติดขัด ช่วยขับความร้อนชื้นทางเดินปัสสาวะ ป้องกันการเกิดนิ่ว รักษาโรคนิ่วทางเดินปัสสาวะ รักษาอาการมีหนองออกจากปัสสาวะ ช่วยแก้อาการน้ำดีในร่างกายมากเกินไป รักษาโรคม้ามโต รักษาอาการติดเชื้อของไวรัสตับอักเสบ แก้อาการปวดข้อรูมาตอยด์ ใช้เป็นยาห้ามเลือดใส่แผลสด ช่วยรักษาแผลให้หายเร็วยิ่งขึ้น ช่วยเร่งการสร้างเนื้อเยื่อ แก้อาการฟกช้ำ รักษาความร้อนบวมจากโรคไฟลามทุ่ง รักษาพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย รักษาโรคเรื้อน โรคสะเก็ดเงิน หิด หัดและโรคผิวหนังต่างๆ ช่วยระงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดหนอง ลดการอักเสบของแผลได้เป็นอย่างดีและรักษาแผลอักเสบจากการผ่าตัดได้อีกด้วย รักษาผิวหนังเป็นด่างขาว

ใช้เป็นยาถอนพิษ ช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อนจากแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวด  แก้อาการก้างปลาติดคอ ช่วยให้ผมดกดำ แก้ปัญหาผมร่วง ผมหงอดก่อนวัย ดับอาการร้อนใน ลดการระคายเคืองผิวและปลอดภัยกับร่างกาย ลบรอยตีนกาตื้นๆ ได้ รักษาสิว ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส

สมุนไพรหอม “ใบเตย” สรรพคุณชั้นเยี่ยมจากธรรมชาติ

สมุนไพรหอม “ใบเตย” สรรพคุณชั้นเยี่ยมจากธรรมชาติ
สมุนไพรหอม “ใบเตย” สรรพคุณชั้นเยี่ยมจากธรรมชาติ

เมื่อพูดถึงใบเตย ต้นเตย คงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะสีของใบเตยถูกนำไปผสมเป็นอาหารคาวหวานมานมนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากสีสันแล้ว กลิ่นอันหอมหวนโดดเด่นก็เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของใบเตยที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นดับกลิ่นคาวในอาหาร ดับกลิ่นอับในห้อง หรือตู้เสื้อผ้า เพิ่มกลิ่นของขนมและอาหารให้น่าสนใจและเรียกน้ำย่อยได้อย่างดีทีเดียว  เราลองมาดูซิว่าสรรพคุณเด่นๆ ด้านอื่นๆ จะมีอะไรอีกบ้าง  รวมไปถึงวิธีการนำไปใช้

ลักษณะของเตย

เตยเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว  แตกกอเป็นพุ่มขนาดเล็ก  ลำต้นเป็นข้อ มีรากค้ำช่วยพยุงลำต้นไว้  ใบเป็นใบเดี่ยวสลับเวียนเป็นเกลียวขึ้นไปจนถึงยอด  ลักษณะเป็นใบเรียวยาว ขอบใบเรียบมีผิวมัน  ตรงกลางใบเว้าลึกเป็นแอ่ง มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นอีกหลายชื่อ เช่น  ส้มม่า(ระนอง)  ส้มตะเลงเครง(ตาก)  ส้มปู(แม่ฮ่องสอน)  ส้มพอดีหรือผักเก็งเค็ง(ภาคเหนือ) เป็นต้น   ใบเตยจะมีกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย (Fragrant Screw Pine) ซึ่งเป็นกลิ่นหอมจากสารเคมีที่เรียกว่า 2-acetyl-1-pyrroline ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกันกับที่ได้ในข้าวหอมมะลิ  ขนมปังขาว  และดอกชมนาด

นอกจากนี้  ใบเตยยังเต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิด ใบเตย  100 กรัม จะประกอบไปด้วย เบต้าแคโรทีน 3 ไมโครกรัม  วิตามินซี 8 มิลลิกรัม  วิตามินบี 2  0.2 มิลลิกรัม  วิตามินบี 3  1.2 มิลลิกรัม  แคลเซียม  124 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก  0.1  มิลลิกรัม  ฟอสฟอรัส  27 มิลลิกรัม  คาร์โบไฮเดรต  4.6 กรัม  โปรตีน  1.9 กรัมและพลังงาน  35 กิโลแคลอรี่  สรรพคุณของใบเตย
– บำรุงหัวใจ  ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ
– ดับกระหาย  คลายร้อน
– กลิ่นของใบเตยทำให้รู้สึกสดชื่น  ผ่อนคลาย
– ช่วยชูกำลัง  ช่วยแก้อาการอ่อนเพลียของร่างกาย
– ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย
– ช่วยรักษาโรคเบาหวาน  ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
– ช่วยลดความดันโลหิต
– ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด
– ช่วยบรรเทาอาการไข้และดับพิษไข้
– ช่วยดับพิษร้อนภายในร่างกาย
– ช่วยรักษาโรคหืด
– เป็นยาแก้กระษัย
– เป็นยาขับปัสสาวะได้
– ช่วยรักษาโรคหัดได้
– ช่วยรักษาโรคผิวหนังได้  ประโยชน์ด้านอื่นๆ
– สีเขียวของใบเตยใช้เป็นสีผสมอาหารคาวหวานได้อย่างดีเยี่ยม
– กลิ่นหอมของใบเตยเป็นส่วนทำให้อาหารน่ารับประทานและเพิ่มรสชาติได้
– ช่วยดับกลิ่นหืนของน้ำมันที่ใช้แล้ว
– ใช้ไล่แมลงสาบ
– ช่วยดับกลิ่นอับชื้นต่างๆ
– เป็นทรีทเม้นท์บำรุงหน้าได้

ผักโขม บำรุงกำลัง ชะลอปัญหาความจำเสื่อม

ผักโขม บำรุงกำลัง ชะลอปัญหาความจำเสื่อม
ผักโขม บำรุงกำลัง ชะลอปัญหาความจำเสื่อม

หากได้กิน ผักโขมบ่อยๆ จะช่วยให้คุณมีร่างกายที่แข็งแรงเพราะผักโขมเป็นผักสุขภาพชั้นยอดในใบผักโขมเป็นแหล่งวิตามินเอ วิตามินซี กรดแอมิโน และสารอาหารอื่น ๆ เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม และฟอสฟอรัสสูง

ประโยชน์ของผักโขม
ประโยชน์ของผักโขมผักโขม ช่วยบำรุงกำลังทำให้มีสุขภาพแข็งแรง
ผักโขมมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด จึงมีส่วนช่วยในการชะลอวัยและความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆในร่างกาย
ช่วยส่งเสริมการสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง จึงช่วยชะลอการเกิดริ้วรอได้
ประโยชน์ของผักโขม ช่วยบำรุงและรักษาสุขภาพสายตา ป้องกันความเสื่อมของดวงตา
มีส่วนช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน
ช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง ชะลอปัญหาความจำเสื่อม
ช่วยบำรุงโลหิตในร่างกาย  ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ
ช่วยรักษาจังหวะการเต้นของหัวใจให้คงที่
ช่วยให้เจริญอาหาร แก้อาการเบื่ออาหาร
เป็นอาหารที่เหมาะอย่างมากกับผู้รับประทานอาหารมังสวิรัติ เพราะผักโขมอุดมไปด้วยโปรตีน
มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้
แมกนีเซียมในผักโขมช่วยควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ
ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ
ช่วยชะลอความเสื่อมของสายตา ลดความเสี่ยงจากการโรคดวงตาเสื่อมได้สูงถึง 43%
ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งรังไข่
ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย  สรรพคุณของผักโขมช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
ใช้ถอนพิษไข้ ด้วยการนำรากมาปรุงเป็นยา(ราก)
ผักโขม สรรพคุณช่วยดับพิษภายในและภายนอก (ทั่งต้น)
วิตามินเคในผักโขมช่วยป้องกันภาวะเลือดไหลไม่หยุดได้
ช่วยแก้อาการตกเลือด
ช่วยแก้อาการแน่นหน้าอกและไอหอบ (ต้น)
ใช้แก้อาการบิด มูกเลือด (ทั่งต้น)
ช่วยแก้อาการแน่นท้อง
ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้สะดวก เพราะมีเส้นใยสูง
ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร
ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ราก)

“หมักผมด้วยกล้วยหอม” สวยพร้อม สะกดทุกสายตา

“หมักผมด้วยกล้วยหอม” สวยพร้อม สะกดทุกสายตา
“หมักผมด้วยกล้วยหอม” สวยพร้อม สะกดทุกสายตา

“เส้นผม” นับว่าเป็นอีกส่วนที่มีความสำคัญไม่แพ้กับส่วนอื่นๆ ของร่างกาย และไม่ว่าจะคุณผู้หญิงหรือคุณผู้ชายก็ให้ความสำคัญกับเส้นผมพอๆ กัน ดังนั้นวันนี้เราจึงมีสูตรการหมักผมมาฝากกัน ซึ่งส่วนผสมหลักนั่นก็คือ “กล้วยหอม” เรียกว่าเจ้าผลไม้ชนิดนี้นอกจากรับประทานแล้วมีประโยชน์ดีต่อสุขภาพร่างกาย ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพผมอีกต่างหาก คุณสาวๆ และคุณหนุ่ม ๆ อย่าช้ารีบไปสูตรหมักผมด้วยกล้วยหอมกันเลย 1. หมักผมด้วยกล้วยหอมสุก + น้ำมันมะกอก เริ่มกันที่สูตรแรก วิธีทำไม่ยากเลย เพียงแค่นำกล้วยหอมสุก 1 ลูก มาบดให้ละเอียดก่อน แล้วค่อยเติมน้ำมันมะกอกลงไป 1 ช้อนโต๊ะ ผสมทั้งสองอย่างให้เข้ากัน นำส่วนผสมที่ได้นี้ไปชโลมให้ทั่วศีรษะที่ยังแห้งๆ อยู่ หมักทิ้งไว้ประมาณ 15–30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น หลังจากนั้นจึงสระผมตามปกติ สูตรนี้ทำเพียงสัปดาห์ละ 2 ครั้งเท่านั้นรับรองผมของคุณก็จะสวยนุ่มเด้ง ดูมีน้ำหนักมากขึ้น

2. หมักผมด้วยกล้วยหอม + ไข่ไก่ (เฉพาะไข่ขาว) + โยเกิร์ต สูตรนี้ส่วนผสมอาจจะมากสักหน่อย แต่ไม่เป็นไร เพราะวิธีทำก็ง่ายเหมือนกัน โดยนำกล้วยหอมสุก2 ลูก ไข่ขาว 1 ฟอง และโยเกิร์ต 2 ช้อนโต๊ะ นำทั้งหมดมาปั่นจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว จากนั้นให้นำส่วนผสมที่ได้มาชโลมให้ทั่วศีรษะแล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีหรือนานตามต้องการ แล้วจึงสระผมให้สะอาด ในระหว่างสระให้แปรงผมเพียงเบาๆ เพื่อกำจัดเศษต่างๆ ที่ติดอยู่บนเส้นผม การหมักผมด้วยกล้วยหอมสูตรนี้ทำเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว สูตรนี้รับรองว่าถ้าคุณสาวๆ ทำเป็นประจำเส้นผมของคุณจะมีน้ำหนักขึ้น นุ่มขึ้น และหมดปัญหาเส้นผมชี้ฟูกันได้อย่างแน่นอน

3. หมักผมด้วยกล้วยหอม + น้ำผึ้ง + น้ำสลัดหรือมายองเนส การหมักผมด้วยกล้วยหอมสูตรนี้เรียกว่าสูตรของเหลือก็ว่าได้ เพราะใช้ส่วนผสมที่เหลืออยู่ในตู้เย็นทั้งนั้น เพียงนำกล้วยหอมสุก 1 ลูก น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะและน้ำสลัดหรือมายองเนสที่คิดว่าจะกินไม่ทันหรือใกล้หมดอายุแล้วมาใช้ จากนั้นนำส่วนผสมทุกอย่างใส่เครื่องปั่นแล้วปั่นรวมกันจนเป็นเนื้อเดียว นำครีมที่ได้ไปชโลมให้ทั่วศีรษะที่เปียกจากนั้นนำผ้าขนหนูที่ชุบน้ำอุ่นๆ มาห่อผม หมักทิ้งไว้ประมาณ 15–20 นาที แล้วล้างออกตามด้วยสระผมตามปกติ เท่านี้คุณก็จะได้ผมที่นุ่มลื่นน่าสัมผัส ไว้อวดให้คนอิจฉากันแล้ว

4. หมักผมด้วยกล้วยหอม + น้ำผึ้ง สูตรนี้ก็เป็นอีกสูตรหมักผมหนึ่งที่ทำง่าย ได้ผลดี วิธีการที่ว่าก็คือ เริ่มจากการที่เราต้องสระผมและนวดผมให้เรียบร้อยก่อน แล้วก็ซับผมเบาๆ อย่าขยี้แรง จากนั้นก็นำกล้วยหอมสุกและน้ำผึ้งซึ่งส่วนผสมทั้งสองอย่างกะให้พอกับเส้นผมของเรา โดยให้บดกล้วยหอมผสมกับน้ำผึ้งจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกันจากนั้นนำไปชโลมให้ทั่วศีรษะ หมักทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ล้างน้ำออกให้สะอาด สระผมตามปกติ แค่นี้คุณก็จะได้ผมสวย นุ่มลื่น พลิ้วไสวสมใจกันเลยทีเดียว

“กล้วยหอม” นอกจากจะเป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยและดีต่อสุขภาพของเราแล้วนั้น ยังถือว่ามีประโยชน์มากต่อสุขภาพผมของเราอีกด้วย ยิ่งนำมาผสมกับส่วนผสมอื่นๆ ที่มีคุณค่าก็ยิ่งได้ผลดีมากขึ้นไปอีก ดังนั้นคุณสาวๆ ไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะช้าอยู่ รีบไปหากล้วยหอมมาปรุงสูตรหมักผมด้วยกล้วยหอมกันด่วนๆ เลยค่ะ

อะโวคาโด สรรพคุณแจ่มซะ รักษาโรคสารพัด ถ้าอยากสวยก็จัดให้

อะโวคาโด สรรพคุณแจ่มซะ รักษาโรคสารพัด ถ้าอยากสวยก็จัดให้
อะโวคาโด สรรพคุณแจ่มซะ รักษาโรคสารพัด ถ้าอยากสวยก็จัดให้

อะโวคาโด ประโยชน์ดี ๆ ของผลไม้ที่ชนิดนี้ที่หลายคนยังไม่เคยรู้ แถมยังไม่เคยลอง

มีคนจำนวนไม่น้อยที่หลงคิดว่า อะโวคาโดเป็นผลไม้บ่มิไก๊ รสชาติก็ไม่หวาน ไขมันก็สูง กลัวว่าจะกินแล้วอ้วน ทั้งที่จริงแล้วสรรพคุณของอะโวคาโดมีค่ามากกว่านั้นเยอะ จนต่างพากันยกย่องว่าอะโวคาโดเป็น “อาหารเพื่อสุขภาพ” เลยทีเดียว ถ้าอย่างนั้นอย่ารอช้า มาพิสูจน์สรรพคุณอะโวคาโดเลยสิคะ

อะโวคาโด สรรพคุณดี ๆ ที่อยากบอกต่อ

อะโวคาโดมีคุณค่าทางสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ไม่น้อย จนอาจเทียบได้ว่า อะโวคาโดมีคุณค่าทางโภชนาการที่มากกว่าผลไม้หลายชนิด โดยข้อมูลนี้อ้างอิงได้จากงานวิจัยของสถานีวิจัยปากช่อง สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เผยข้อมูลโภชนาการและสรรพคุณของอะโวคาโดไว้ดังนี้

อะโวคาโด

1. เนื้ออะโวคาโดประกอบไปด้วยไขมันชนิดไม่อิ่มตัวประมาณ 4-20% แล้วแต่พันธุ์ โดยกรดไขมันในอะโวคาโดร้อยละ 70 เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (monounsaturater fatty acid) ซึ่งกรดไขมันชนิดนี้มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยลดปริมาณไขมันชนิดเลว (LDL-cholesterol) และเพิ่มปริมาณไขมันชนิดดี (HDL-cholesterol) ในเลือด ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ดังนั้นคนเป็นโรคไขมันในเลือดสูงก็บริโภคผลไม้ชนิดนี้ได้ รวมไปถึงผู้ป่วยโรคเบาหวานก็สามารถบริโภคอะโวคาโดได้ด้วยนะคะ เพราะอะโวคาโดมีน้ำตาลค่อนข้างต่ำในระดับที่ปลอดภัยต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน ทว่าก็ควรบริโภคแต่เพียงน้อย สลับกับการบริโภคอาหารชนิดอื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน

2. วิตามินสูง ประกอบด้วย

วิตามินเอ (เบต้าแคโรทีน) ช่วยบำรุงสายตา

วิตามินบี ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ปากนกกระจอก ลดอาการอักเสบ

วิตามินซีช่วยป้องกันหวัด เลือดออกตามไรฟัน

วิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ร่างกายจากมลพิษทางอากาศ น้ำ และอาหาร ป้องกันร่างกายจากโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ รวมทั้งโรคหัวใจ

3. อุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโซเดียม โพแทสเซียม โฟเลท ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอล โดยเฉพาะโฟเลทนั้น เป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ เนื่องจากโฟเลทเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและสร้างเนื้อเยื่อของทารก

4. โปรตีนสูงกว่าผลไม้สดอื่น ๆ ประมาณ 0.8–1.7 % โดยให้ค่าพลังงานความร้อนต่อร่างกายสูง แต่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ จึงถือว่าเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย มีเส้นใยสูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย           5. อะโวคาโด ช่วยลดน้ำตาลในเลือด โดยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่มีอยู่ในอะโวคาโด เป็นไขมันชนิดละลายได้ มีคุณสมบัติช่วยชะลอการย่อยอาหาร ซึ่งจะช่วยคงสมดุลระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้พุ่งกระฉูดหลังจากที่รับประทานอาหารเข้าไปแล้ว อีกทั้งสารที่มีในไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวยังช่วยละลายอินซูลิน ส่งผลรวมไปถึงการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้นั่นเอง

6. อะโวคาโด ลดน้ำหนักได้ ซึ่งแม้อะโวคาโดมีแคลอรีประมาณ 500 กิโลแคลอรีต่อน้ำหนักเนื้อ 1 กิโลกรัมก็จริง แต่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ มีน้ำตาลต่ำ ดังนั้นกินแล้วไม่อ้วน และนอกจากอะโวคาโดจะมีไฟเบอร์สูงแล้ว ในเนื้อของอะโวคาโดยังมีกรดโอเลอิก (Oleic Acid) ซึ่งเป็นไขมันที่ทำให้สมองสั่งการให้เรารู้สึกอิ่ม ดังนั้นถ้าจะบอกว่า อะโวคาโดช่วยลดน้ำหนักได้ ก็ถือว่าไม่ผิดนัก

ที่สำคัญ ดร.โยน ซาเบต หัวหน้างานวิจัยด้านโภชนาการของมหาวิทยาลัยโลมา ลินดา รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ยังเผยผลวิจัยว่า การรับประทานอะโวคาโด 1 ผล ในอาหารมื้อกลางวัน สามารถลดความต้องการในการรับประทานอาหารว่างประเภทขบเคี้ยวได้ถึง 40% ทำให้ลดปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินได้อีกด้วยนะ

อะโวคาโด

ประโยชน์ของอะโวคาโด

นอกจากสรรพคุณอะโวคาโดทางด้านสุขภาพและร่างกายแล้ว อะโวคาโดยังมีประโยชน์ต่อความสวยความงามของเราดังนี้

อะโวคาโด หมักผม บำรุงผิวพรรณชุ่มชื้น

เนื่องจากอะโวคาโดมีปริมาณไขมันชนิดดีค่อนข้างเยอะ และเป็นไขมันที่สำคัญกับเซลล์ผิวหนังของเราเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนที่มีผิวแห้งกร้าน สามารถนำไขมันของอะโวคาโดมาบำรุงผิวพรรณให้กลับมานุ่มชุ่มชื้นได้เลย โดยสูตรความสวยทำได้ดังนี้

สูตร 1 บำรุงได้ทั้งผมและผิว

อะโวคาโด ½ ลูก
น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
โยเกิร์ต ½ ถ้วย

นำส่วนผสมทั้งสามอย่างมาผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำมาพอกหน้าไว้ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าและผม ในขณะที่น้ำผึ้งจะทำให้ผมดูเงางามขึ้นด้วย

สูตร 2 บำรุงผิวแบบเข้มข้น

อะโวคาโด ½ ลูก
น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
ไข่ขาว 1 ลูก

นำส่วนผสมทั้ง 3 อย่างมาผสมให้เข้ากันอย่างเดิม แล้วพอกทิ้งไว้ น้ำมะนาว และไข่ขาว จะช่วยลดความมันบนใบหน้า เหมาะสำหรับคนที่มีสิวง่าย ส่วนคนที่ต้องการนำไปหมักผม ไข่ขาวจะช่วยเพิ่มโปรตีนให้เส้นผมแข็งแรงขึ้น ส่วนน้ำมะนาวจะช่วยทำให้เส้นผมเงางาม      อะโวคาโด พอกหน้าได้ด้วย

ด้วยความที่อะโวคาโดเป็นแหล่งรวมวิตามิน เราจึงสามารถนำอะโวคาโดมาพอกหน้าเพื่อบำรุงผิว และกำจัดสิ่งสกปรกตกค้างในผิวได้ตามสูตรนี้

สูตรคลีนเซอร์จากอะโวคาโด (Avocado Facial Cleanser)

ส่วนผสม

ไข่แดง 1 ฟอง
นม 1/2 ถ้วย
เนื้ออะโวคาโดบดละเอียด 1/2 ลูก

นำไข่แดงมาตีให้เข้ากันจนเป็นฟองแล้วเติมนมและเนื้ออะโวคาโดตามลำดับ ตีให้ส่วนผสมเข้ากันด้วยส้อมจนกลายเป็นเนื้อครีมบาง ๆ คล้ายโลชั่น หลังจากนั้นใช้สำลีแผ่นชุบแล้วเช็ดหน้าให้ทั่วเหมือนที่คุณใช้กับคลีนเซอร์ทั่วไป สามารถใช้ส่วนผสมนี้หลังจากการล้างหน้าแบบปกติที่ทำอยู่ประจำด้วยสบู่หรือน้ำ ถ้าคุณเป็นคนที่มีผิวหน้าธรรมดา สูตรนี้จะช่วยให้ผิวหน้าของคุณปราศจากสิ่งสกปรกต่าง ๆ เป็นอย่างดี เพราะจะเหมาะอย่างยิ่งกับการต่อต้านสิ่งสกปรกและละอองฝุ่นที่แอบเกาะติดมาบนในหน้าของคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว

อะโวคาโด แก้ปัญหารอยคล้ำใต้ตา

อย่าลืมว่าอะโวคาโดมีสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินอีอยู่ด้วย ดังนั้นคนที่มีปัญหารอยคล้ำใต้ดวงตา แนะนำให้ใช้สูตรนี้จัดการด่วน โดยปอกเปลือก เอาเมล็ดออกและเฉือนเนื้ออะโวคาโดให้เป็นรูปเหมือนดวงจันทร์เสี้ยว 2-3 ชิ้นต่อดวงตาแต่ละข้าง นำมาแปะไว้ที่ดวงตา 20 นาที แค่นี้ดวงตาก็จะไร้รอยช้ำ และรอยหมองคล้ำจางลงได้แล้ว

อ๊ะ ๆ อย่ามัวแต่ห่วงสวยจนลืมเรื่องปากท้องไป รู้ไหมว่าอะโวคาโดนำมาทำเมนูได้หลากหลายเลยทีเดียว ไม่เชื่อมาลองดูสูตรเมนูอะโวคาโดกันเลย